•The-GeneSis(S)'~

posted on 21 Oct 2011 02:43 by lazanyajung
งานหนังสือปีนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปหยิบอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็หมดไปพันกว่าบาทเหมือนกัน
ก็ตายรังที่พูนิก้า แล้วก็การ์ตูนจาก สนพ. ใหม่ สนุกมาก ๆ อยู่ 2 เรื่อง คือ Doll และ Shonen AR
 
แล้วก็ได้ไปเหยียบ openbook เป็นครั้งแรก หลังจากเนียนอ่านในเว็ปอยู่นาน
 
 
เล่มที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้คือ Sex issue หนามาก ให้ดิ้นตาย
เซ็งกับนิสัยตัวเองที่ชอบซื้อของชิ้นใหญ่ ๆ กะว่าซื้อแล้วคุ้ม แต่ไม่ทันได้คิดว่า 
 
หนาขนาดนั้นจะอ่านจบเมื่อไหร่ ?
 
แล้วก็ชอบอ่านหนังสือให้จบทีละเล่ม  ไม่ใช่ว่าเบื่อเล่มนี้แล้วไปอ่านเล่มอื่นก่อน จะรู้สึกว่ากลับมาอีกทีแล้วมันจะต่อไม่ติด คนอ่านหนังสือแล้วหลุดเข้าไปในภวังค์"อาจจะ"รู้สึกเหมือนกัน  คือเป็นคนที่อ่านจับทุกตัวอักษร แล้วสร้างเป็นจักรวาลเล็ก ๆที่มีฐานคติตามหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา  จากนั้นก็เสพสุนทรีย์กันไปตามเรื่อง  ปัญหาก็คือ  ถ้าข้ามจักรวาลนี้ไปแล้ว  จะกลับมาชื่นชมความงามมันต่อนี่เราต้องรื้อกันค่อนข้างยาวว่ามันมีอะไรบ้าง เพราะบางทีเราัยัง "ไม่หลุด" จากจักรวาลก่อนหน้าโดยสิ้นเิชิง
พูดมาอย่างยาวยังไม่เข้าเรื่อง....
 
เอาเป็นว่ายังอ่าน sex issue ไม่จบ(แต่อ่านได้ครึ่งเล่มแล้ว) 
 
แต่อ่านพบเรื่อง  "เซ็กซ์แรกกับปฐมกาลอ่านใหม่" ของ คุณ โตมร  ศุขปรีชา
ชอบมาก~  จึงอยากเขียนถึงสักหน่อย
ต้องขอบอกว่าผู้เีขียนเรียบเรียงข้อมูลได้เข้าใจง่ายมาก 
ภาษาอ่านง่าย ๆ ไม่สะดุด
ชี้ให้เห็นประเด็นที่เราจะพูดถึงกันแบบเนื้อ ๆ
 
ชอบที่สุดตรงที่บอกว่า
 
"ตัวผลไม้นั้นไม่มีพิษภัยในตัวเอง
 

พิษภัยอยู่ในตัวพระเจ้ามากกว่า"
 
 
นานทีจะได้ยิน(ได้อ่าน)คนพูดอะไรตรงใจแบบนี้
 
ซึ่งไม่คิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ความคิดนี้ปรากฏมีขึ้นหรอก
มันค่อนข้างจะท้ามฤตยูอยู่มากจึงไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในวงกว้างมากกว่า
ที่คิดว่าพระเจ้ามีพิษภัยนั้น  มาจากการที่ทรงคาดโทษเรื่องการกินผลไม้ต้องห้ามไว้ ที่สงสัยคือ
 
เรื่องราวแบบนี้หลุดรอดมาจนก่อให้เกิด"ความคิด"นี้ได้อย่างไร ?
 
ว่ากันตามจริงแล้ว อะไรที่นำไปสู่การตั้งคำถาม หรือข้อกังขาต่อพระเจ้าสมควรถูกอัปเปหิออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ด้วยพระเจ้านั้น "หมดจด" อย่างที่พวก Priestly Source เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น
อย่างเดียวกับที่เรื่องเล่าแบบนอสติกถูกขับออกไปจากหน้าปฐมกาลนั่นแล...
 
อีกอย่างหนึ่งที่อดพูดถึงไม่ได้คือพฤติกรรมของ อีฟ

อีฟ ถูกวางให้เป็นตัวละครที่ถูกล่อลวงโดยงู แล้วนำความไปบอกแก่อดัม
พูดง่าย ๆ ว่าอีฟนั่นแหละทำให้อดัมซวย!
 
สอดคล้ิองกับความเชื่อที่ว่า "ผู้หญิงเป็นตัวนำโชคร้าย"

(อย่างที่ในไพเรทพวกกะลาสีไม่ยอมให้ผู้หญิงขึ้นเรือ หรือคำกล่าวที่ว่า "มีลูกสาวเหมือนมีส้วมหน้าบ้าน"นั่นแล)
 
แต่เรามองว่า อีฟมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์นะ
 
ถ้าได้รับคำสั่ง เราก็ควรจะมีสิทธิ์ถามว่า "ทำไม ?" ไม่ใช่หรือ ?
 
ถ้าไม่เชื่อสารที่ได้รับมา เราก็ควรจะมีสิทธิ์ "พิสูจน์" หรือไม่ใช่ ?
 
ส่วนผลลัพธ์ค่อยว่างกันอีกที....
เอาเถิด ถึงความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของอีฟจะทำให้ถูกขับออกมาจากอีเดน 
 
แต่ก็นั่นมันปฐมกาลไม่ใช่ยุคภูมิธรรมนี่นะ
 
จะหวังให้ใครมาประกาศเกียรติคุณในฐานะของผู้บุกเบิกวิธีคิดมันก็คงจะยังไม่ใช่ที่
 
 
แล้วที่สะท้อนแนวคิดปิตุลาธิปไตยอย่างชัดเจนอีกเรื่องคือ
 
 
"ลิลิธ" ในปฐมกาลของยิว
 
ความเชื่อแบบยิวเชื่อว่าอีฟไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ถูกสร้างขึ้น
แต่เป็นลิลิธที่ถูกสร้างขึ้นมาจากดินเช่นเดียวกันกับอดัม
เธอจึงไม่คิดว่าตัวเองด้อยกว่าอดัมที่ตรงไหน
 
เธอจึงไม่ "สยบยอม" ต่ออดัม (คิดต่อกันเองว่าเชิงไหน)
 
ผลจากการขัดขืนคือไม่สามารถอยู่ร่วมกันกับอดัมในอีเดนได้
(ผู้หญิงที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจของผู้ชายเป็นอันถูกเขี่ยไปอยู่ชายขอบ)
 
และกล่าวว่าเธอไปร่วมสังวาสกับ "ปีศาจ" จนออกลูกออกหลานปีศาจมายั้วเยี้ย
(คนที่ยอมรับในความเท่าเทียมของผู้หญิงถูกมองว่าเป็นปีศาจ)
((การ"ออกลูก"ในที่นี้อาจหมายถึงการเผยแพร่แนวความคิดนี้ในวงกว้าง))
 
นี่คือสัญลักษณ์ที่(ผมแอบ)เห็นในเจเนซิส
 
เอาล่ะ... วันนี้ขอสิ้นสุดการสำเร็จความใคร่ทางความคิดกันเพียงเท่านี้
(ปวดท้องแล้วอ่ะคับ  T T)
 
โอกาสหน้าค่อยหาทางสมสู่ทางความรู้กันต่อ...